Princess Crown ลาแล้วจิ้งจอก! อินแลร์ตรวจร่างกายซบเบซิคตัสเรียบร้อย

Princess Crown

กองกลางทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่ถูกเอ็นโกโล ก็องเต้ เบียดเป็นตัวสำรองของเลสเตอร์ กำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตค้าแข้งบทใหม่ในตุรกี

Princess Crown เบซิคตัส ทีมดังจากตุรกี ซูเปอร์ลีก แถลงว่า โกคาน อินแลร์ กองกลางทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ของเลสเตอร์ ซิตี้, ชาเนอร์ เออร์คิน แบ็คซ้ายอินเตอร์ มิลาน และ อะตินช์ นูคาน เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เรดบูล ไลป์ซิก ตรวจร่างกายกับทีมผ่านเรียบร้อยแล้ว

อินแลร์ย้ายมาอยู่กับเลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาลที่แล้วอย่างสุดเซอร์ไพรส์ แต่ที่เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าคืออดีตสตาร์นาโปลีแทบไม่มีโอกาสได้ลงสนามเนื่องจากฟอร์มอันเข้าฝักสุดขีดของเอ็นโกโล ก็องเต้ และ แดนนี ดริงค์วอเตอร์ จนถูกตัดออกจากทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ชุดลุยยูโร 2016 อย่างชอกช้ำ

ล่าสุดค่อนข้างแน่นอนว่ากองกลางวัย 32 จะย้ายไปอยู่กับทีมดังเมืองเติร์กแบบขายขาดด้วยสัญญา 3 ปี ในขณะที่อีกสองแข้งเติร์กที่มาตรวจร่างกายพร้อมกันน่าจะเป็นการยืมตัว 1 ฤดูกาล

อินแลร์ลงสนามให้เลสเตอร์ ซิตี้ ไป 5 นัด เป็นหนึ่งในผู้เล่นชุดประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกของสโมสร

Princess Crown กรูยิชยังฮ็อต! หงส์บุกอัดฮัดเดอร์สฟิลด์คาถิ่น 2-0

Princess Crown

อดีตแชมป์ยุโรป 5 สมัย ได้ดาวโรจน์เลือดเซิร์บและแบ็คซ้ายชาวสแปนิช ทำคนละประตูพาทีมคว้าชัยเหนือทัพ เดอะ เทอร์เรียร์ 2-0 พร้อมเก็บชัยชนะในเกมอุ่นเครื่อง 4 นัดติดต่อกัน

Princess Crown ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลงอุ่นเครื่องเตรียมทีมในช่วงปรีซีซั่นก่อนเริ่มฤดูกาล 2016-2017 เป็นนัดที่สี่ หรือ ฟุตบอลรายการแชงค์ลีย์ โทรฟี ด้วยการบุกไปเยือน ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ทีมอันดับ 19 แห่งเวที เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาลก่อน ที่สนาม จอห์น สมิธส์ สเตเดียม

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูล จัดการส่ง มาร์โก กรูยิช มิดฟิลด์ชาวเซอร์เบียออกสตาร์ทเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงในแดนกลางร่วมกับ ลูคัส เลวา กัปตันทีม โดยมี ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน และ ฟิลิปป์ คูตินโญ เป็น 3 ประสานทีเด็ดในแนวรุก ในระบบ 4-2-3-1

ขณะที่ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ที่มี เดวิด วากเนอร์ เพื่อนซี้ของนายใหญ่ทัพเร้ด แมชชีน สมัยค้าแข้งกับไมนซ์ 05 และร่วมงานกันที่ดอร์ทมุนด์ คุมทัพ วาง โจเอล โคลแมน นายทวารป้ายแดงจากโอลด์แฮม แอธเลติก ลงเฝ้าเสา แนวรับเลือกใช้ มาร์ค ฮัดจ์สัน กัปตันทีม, คริสโตเฟอร์ ชินด์เลอร์ และ ทอมมี สมิธ เป็นกำลังสำคัญ โดยมี อารอน มูย แข้งตัวยืมจากแมนฯ ซิตี้ คอยปั้นเกมในแดนกลาง ในระบบ 4-2-3-1 เช่นเดียวกัน

เกมช่วง 15 นาทีแรกเป็นลิเวอร์พูลที่มีโอกาสเข้าทำมากกว่าเล็กน้อย แต่จังหวะสุดท้ายบรรดาแนวรับของฮัดเดอร์สฟิลด์ยังไม่มีข้อผิดพลาดให้เห็นนัก ขณะที่เจ้าบ้านได้โอกาสลุ้นจากการส่องไกลบริเวณนอกกรอบเขตโทษของทั้งโจ ลอลลีย์ และ ราจิฟ ฟาน ลา พาร์รา แต่บอลยังไม่ตรงกรอบทั้งสองครั้ง

ลิเวอร์พูลพลาดได้ประตูออกนำในนาทีที่ 18 จากจังหวะที่ซาดิโอ มาเน อาศัยการส่งบอลที่ผิดพลาดของแนวรับฮัดเดอร์สฟิลด์ ฉกบอลเข้าไปยิงประตูจนบอลซุกก้นตาข่ายแล้ว ทว่าผู้ตัดสินกลับมองว่าเป็นจังหวะที่มาเนไปชนใส่ โจเอล โคลแมน นายทวารเจ้าบ้านเสียก่อน

ถัดมาในนาทีที่ 22 โลริส คาริอุส นายทวารหงส์แดงต้องออกแรงเซฟเป็นครั้งแรก จากโอกาสการสับไกลบริเวณนอกเขตโทษอีกครั้งของ โจ ลอลลีย์ หัวหอกฮัดเดอร์สฟิลด์

กระทั่งนาทีที่ 31 ลิเวอร์พูลที่จังหวะเข้าทำได้ลุ้นมากกว่ามาได้ประตูออกนำ 1-0 เมื่อซาดิโอ มาเนประสานงานร่วมกับฟีร์มีโน บริเวณด้านขวาของเขตโทษฮัดเดอร์สฟิลด์ ก่อนที่ดาวยิงหมายเลข 11 จะครอสบอลเข้ามาให้มาร์โก กรูยิช จัดการจับบอลด้วยเท้าขวาหนึ่งจังหวะ แล้วซัดด้วยซ้ายชนิดที่ไม่มีใครเข้าประกบ จนบอลผ่านมือโจเอล โคลแมน เข้าประตูไปอย่างสวยงาม

จากนั้นนาทีที่ 33 ขุนพลเร้ด แมชชีนพลาดได้ประตูทิ้งห่างออกไป จากจังหวะที่โคลแมนตัดฟาวล์ใส่ ซาดิโอ มาเน ในเขตโทษ ก่อนที่ ฟิลิปป์ คูตินโญ จะสังหารไม่ผ่านมือโคลแมน ที่แก้ตัวจากการตัดฟาวล์ได้สำเร็จ และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นำของลิเวอร์พูลอยู่ 1-0

เริ่มครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลเปลี่ยนเอาลาซาร์ มาร์โควิช, แดนนี อิงส์, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, อังเดร วิสดอม และเบนจามิน วู้ดเบิร์น ดาวรุ่งวัย 16 ปี ลงสนาม ขณะที่เจ้าบ้านขยับเปลี่ยนตัวผู้เล่น ถึง 10 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นการเติมเกมในแดนกลางด้วยการส่ง ดีน ไวท์เฮด มิดฟิลด์จอมเก๋าลงสนาม

เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 70 ยังคงเป็นลิเวอร์พูลที่มีโอกาสทำเกมบุกได้ลุ้นประตูมากกว่า และเกือบได้ประตูทิ้งห่างอยู่หลายครั้ง ทั้งจากลูกกึ่งยิงกึ่งผ่านของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในนาทีที่ 58 และจังหวะการประสานงานของชามาล จอร์จ ผู้รักษาประตูตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยนลงมาเป็นผู้เล่นแทนลูคัส เลวา ที่มีอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้ เนื่องจากทัพหงส์แดงไม่มีผู้เล่นตัวสำรองนอกจากผู้รักษาประตู เกือบได้หลุดไปทำประตูเพิ่มให้ทีม แต่ไลน์แมนชูธงว่าเข้าล้ำหน้าไปก่อน ในนาทีที่ 79

กระทั่งช่วงทดเจ็บของครึ่งหลัง นาทีที่ 90+1 ทีมหงส์แดงมาได้ประตูย้ำชัยจากลูกจุดโทษของอัลแบร์โต้ โมเรโน ซึ่งท้ายที่สุดไม่มีฝ่ายใดทำประตูเพิ่มได้ จบเกม ลิเวอร์พูล บุกมาอัดฮัดเดอร์สฟิลด์ถึงถิ่น 2-0 เก็บชัยชนะช่วงปรีซีซั่นเป็นเกมที่ 4 ติดต่อกัน